จากกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

จากกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

บางครั้งคนเราอยู่ด้วยกันและมันเข้ากันไม่ได้ก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย เพราะถ้ามองไม่เห็นค่าซึ่งกันและกันแล้ว ก็ป่วยการที่ยื้อและทนฝืนอยู่กันต่อไป และนี่ไม่ใช่นิยายรัก แต่มันคือชีวิตจริงที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนบนโลกใบนี้ หรือเกิดขึ้นได้กับทุกอาชีพ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็เกิดขึ้นกับนักฟุตบอลระดับเทพ อยู่หลายคน ที่ต้องเคยแตกร้าวกับต้นสังกัดเก่า ที่สโมสรไม่เคยเห็นค่า หรือความสามารถที่ตัวเค้านั้นมีอยู่ จนต้องย้ายออกมาแล้วไปซบคนที่เค้าดีกว่า จนสุดท้ายได้ดิบได้ดี เหมือนอารมณ์ตบหน้าคนรักเก่าไปในตัวยังไงยังงั้น ซึ่งหลายๆคนในสโมสรเชลซี ก็เคยเป็นเช่นนั้น วันนี้เรามาดูกันว่า นักเตะที่เข้าข่ายแบบนี้มีใครกันบ้าง

คนแรกคือ เควิน เดอ บรอยน์ ถ้าหากเปรียบเทียบเป็นผู้หญิง ก็ต้องบอกเลยว่า เสียของดีไปจริงๆ เพราะนี่คือนักฟุตบอลที่แฟนบอลเชลซี เสียดายที่สุดก็ว่าได้ เพราะเมื่อวันที่เค้าอยู่นั่น แทบไม่เคยสนใจหรืออยู่ในสายตาเลย แต่แล้วเมื่อวันที่เค้าได้พบรักใหม่ และไปเจิดจรัสส่องแสงแวววับ กับชายที่เหมือนเป็นคู่แข่งนั้น แทบจะเหมือนโดนเยาะเย้ยไปกลายๆ เพราะนักเตะคนนี้กลายเป็นคนที่ครบเครื่องที่สุดในวงการฟุตบอลเลยก็ว่าได้

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ นี่ก็เป็นอีกคนที่เมื่อนักเตะคนนี้ยังเด็ก เชลซี ที่เหมือนเป็นชายไม่เคยสนใจเด็กวัยกระเต๊าะ จึงยอมปล่อยตัวไปให้เฉิดฉายในสโมสรอื่นๆ ซึ่งกลายเป็นว่า เมื่อวันที่นักเตะคนนี้โตขึ้น กลับกลายเป็นอาวุธสำคัญ ที่ทุกวันนี้กลายเป็นหอกทิ่มแทงหัวใจของสโมสร เมื่อทุกครั้งที่เชลซี ต้องกลับมาปะทะกับลิเวอร์พูล เหมือนชายที่แย่งของดีไป แล้วนำกลับมาโชว์ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าบ้าน

ติโบต์ กูร์กตัวส์ นักเตะที่ทำให้อารมณ์เชลซีต้องเสียใจ เพราะเมื่อครั้งที่เค้ายังอยู่เล่นกับสโมสรนั้น เชลซีทำตัวเหมือนชายที่ไม่รู้จักพอ และพยายามไขว่คว้าหาสาวสวยที่ดีกว่า และเมื่อได้มาแล้ว กลับเฉดไล่สาวคนเดิมอย่างไม่มีเยื่อใหญ่ และนี้ก็เป็นอีกเหตการณ์ที่ยอดนายประตูคนนี้ได้ย้ายออกไปแล้วและเชลซี ไปคว้านายประตูคนอื่นมาแทน ก็เหมือนกับว่าไปเอาสาวที่ไม่ได้ราคา มาแทนที่คนรักเก่าที่ดีอยู่แล้ว แถมเจ็บไปมากกว่านั้นเมื่อคนรักเก่า ดันไปหาชายที่รวยกว่า อย่างรีลมาดริด ที่ทุกวันนี้ดูแลนายประตูผู้นี้อย่างดี ยิ่งทำให้เชลซีรู้สึกได้ว่า เค้าเสียคนรักดีๆ ไปนี่เอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8

เหตุผลที่นักเตะคนนี้ยังอยู่ที่ไก่เดือยทอง

เหตุผลที่นักเตะคนนี้ยังอยู่ที่ไก่เดือยทอง

จากสี่จตุรเทพ ของเล้าไก่เดือยทอง สโมสรดังจากกรุงลอนดอน ที่ช่วงสามถึงสี่ปีหลังภายใต้การคุมทีมของอดีตกุนซือ  เมาโร ปอร์เช็ตติโน่ ชาวอาร์เจนไตน์ ที่ปัจจุบันได้ลาออกจากตำแหน่งไปที่เรียบร้อย เคยได้ปั้น สี่จตุรเทพ ไว้ให้กับรังสโมสรแห่งนี้ และเคยได้สร้างผลงานประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยการพาทีมความรองแชมป์ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก

เมื่อปีที่แล้วมาครอง ปัจจุบัน จากสี่จตุรเทพ เหลือเพียงแค่สามก๊กเท่านั้น เพราะหนึ่งในจตุรเทพ อย่างคริสเตียน อิริคเซ่น มิดฟิลด์เชิงสูงชาวเดนมาร์ก ได้โบกมืออำลำจากเคยเป็นไก่ กลายร่างไปเป็นงูใหญ่ ซบสโมสรอินเตอร์มิลาน ยักษ์ใหญ่ของอิตาลี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือไว้เพียงสามก๊ก ที่เอาเข้าจริงปัจจุบัน เหลือเพียงแค่ชายผู้กล้าคนเดียวที่ยังลงกรำศึก อย่าง เดลี่ อาลี่ ที่กลายเป็นแม่ทัพบัญชาการเกมให้กับเล้าไก่นี้อยู่เพียงคนเดียว เพราะปัจจุบัน ศูนย์หน้าดาวยิงอย่าง แฮรี่ เคน และ ซอง ฮึนมิน นักเตะเกาหลีใต้ ก็ได้ปิดเทอมก่อนเพื่อน

เพราะได้รับอาการบาดเจ็บไม่สามารถกลับมาลงสนามได้อีกในฤดูกาลนี้ แต่ถึงกระนั้น ไก่เดือยทองก็ไม่วายที่มีโอกาสจะเสียนักเตะที่บาดเจ็บอยู่ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงโชว์ฟอร์มให้กับทีมเลย เพราะ แฮรี่ เคน นั้น ปัจจุบันตกเป็นเป้าหมายให้กับทีมผีแดง ที่ต้องการกระชากตัวนักเตะคนนี้ออกจากเล้าไก่ ไปร่วมทัพผี ส่วนนักเตะจากแดนโสม ก็ตกเป็นเป้าหมายกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในอิตาลีหลายต่อหลายทีม ซึ่งแนวโน้มที่ทั้งสองคนนี้มีโอกาสจะย้ายทีมค่อนข้างสูง แต่ก็ติดด้วยเรื่องของสัญญาทางธุรกิจและสัญญาใจ ที่ทั้งสองคนมีต่อสโมสรนั่นเอง ในรายของ เคน นั้น คือสัญญาจากทางธุรกิจ

ที่ทางเจ้าตัวยังมีสัญญาเล่นให้กับสโมสรอีกหลายปี ซึ่งหากทีมใดต้องการเค้าไปร่วมเล่นด้วยนั้น จะต้องจ่ายเงินไม่ต่ำกว่า ร้อยล้านปอนด์ เพื่อดึงนักเตะคนนี้ไปให้ได้ แต่ในส่วนของนักเตะแดนโสมใต้นั้น อาจจะไม่ต้องจ่ายถึงขนาดนั้น เพียงแต่ตัวนักเตะเองนั้นมีสัญญาใจกับสโมสร เมื่อครั้งที่ถูกปล่อยตัวให้ไปร่วมสู้ศึกฟุตบอลเอเชียนเกมส์ 2018

โดยมีเดิมพันเรื่องของการเป็นทหารเป็นข้อกำหนด เพราะทางครั้งนั้นเกาหลีใต้ ไม่ได้แชมป์รายการนี้ นักเตะคนนี้ต้องเดินทางกลับไปรับใช้ชาติเป็นเวลาสองปี ตามข้อกฎหมายของประเทศ แต่ไก่เดือยทอง ก็ใจถึงพอที่จะปล่อยให้นักเตะคนนี้กลับไปช่วยชาติ และทำให้เค้าไม่ต้องไปเป็นทหาร ซึ่งเหมือนเป็นการซื้อใจให้กับนักเตะคนนี้

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  bk8

ไม่คุ้นกับสถานการณ์แบบนี้

ไม่คุ้นกับสถานการณ์แบบนี้

ปัจจุบัน การกีฬาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทุกคนไปแล้ว และการรับชมกีฬา ก็เหมือนการดูความบันเทิงอีกชนิดหนึ่ง ที่เหมือนคุณได้ดูหนังสักเรื่องหนึ่ง ที่มีทั้งความสนุก ตื่นเต้น ดราม่า และความเศร้า รวมถึงความผิดหวัง และไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดใด คนทุกคนก็ต่างให้ความสนใจและคลั่งไคล้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ

และมีทีมรักหรือนักกีฬาคนโปรดในดวงใจ แต่ด้วยภาวะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกของเราทุกวันนี้ ด้วยภาวะไข้โควิด19 ได้แพร่ระบาดกระจายไปทั่วโลก และทำเศรษฐกิจของคนทั้งโลก รวมถึงสร้างความหวาดผวาให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้เป็นอย่างมาก ทุกๆอย่างต้องทำการปิด และหยุดทุกอย่างทั้งห้างร้าน บริษัทฯ ร้านอาหาร กิจกรรมทุกชนิด ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ส่วนต่างๆ

ของภาครัฐ และการแข่งขันกีฬา ก็เช่นกัน หลังจากที่เริ่มมีข่าวออกมาว่า นักกีฬาเริ่มมีการติดไข้โควิด19 ขึ้นมา การจัดการแข่งขันกีฬาทั่วโลกเริ่มหวาดระแวง และมีปัญหาในการจัดโปรแกรม ซึ่งจากเดิมทีที่ลีกฟุตบอลบางประเทศ ได้มีการประกาศให้เลื่อนการแข่งขันออกไปก่อน จนปัจจุบัน

ทุกประเทศนั้นได้ทำการเลื่อนออกไปทุกลีกแล้ว และได้ลามต่อไปถึงการแข่งขันกีฬา ประเภทอื่นๆ อาทิเช่น ชกมวย เทนนิส และแบดมินตัน ซึ่งทุกประเภทกีฬา มีผลกระทบกันหมด จึงทำให้คนรักกีฬา ที่ชอบเชียร์กีฬา หรือดูกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ เริ่มไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรู้เวลา และจัดตารางชีวิตให้ตรงและสอดคล้องกับการนั่งเชียร์กีฬาอยู่หน้าจอทีวี ที่บ้านอยู่แล้ว แต่มาวันนี้ ทุกอย่างเริ่มเงียบเหงา

จากที่ไม่มีฟุตบอลให้รับชมกัน ทุกวันเสาร์อาทิตย์ หรือไม่มีกีฬาต่างเช่นแบดมินตัน หรือเทนนิสให้ได้ลุ้นได้เชียร์กัน จึงทำให้รู้สึกว่าชีวิตขาดหายอะไรไปบ้างอย่าง เช่น ทุกคืนวันเสาร์ตั้งแต่ 21:00 น. เป็นต้นไปต้องเตรียมตัวนั่งเชียร์ทีมรักและทีมโปรดกันแล้ว แต่ตอนนี้ทุกอย่างเป็นแค่ทำได้นั่งดูเทปบันทึกภาพการแข่งขันนัดเก่า มาแก้เซ็ง แก้ขัดกันไปพลางๆ ก่อน

ครั้นจะออกไปเตะฟุตบอลเล่นซะเอง ก็ทำไม่ได้เพราะคนหลายๆ คนก็ไม่กล้ามาเตะกัน เนื่องจากจะกลายเป็นการทำกิจกรรมชุมนุมหมู่ เกือบ 20 คนขึ้นไปอีก และเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการติดไข้โควิด 19 ด้วยซ้ำ

ซึ่งก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า สถานการณ์จะไปจบลงที่ตรงไหน เพราะดูแล้วทุกอย่างคงยืดเยื้อไปอีก 2 เดือน เป็นอย่างน้อยแน่นอน ซึ่งแปลว่าการแข่งขันฟุตบอล หรือกีฬาประเภทต่างๆ นั้น คงไม่มีการแข่งขันให้คนรักกีฬาได้ดูกันถึงกลางปีแน่นอน

การย้ายทีมที่เหลือเชื่อของแข้งดังที่ย้ายไปสโมสรที่ต่ำกว่า

การย้ายทีมที่เหลือเชื่อของแข้งดังที่ย้ายไปสโมสรที่ต่ำกว่า

หลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นการย้ายทีมของนักเตะฝีเท้ายอดเยี่ยมหลายๆ คนที่ก้าวจากสโมสรเดิม ไปสโมสรที่ใหญ่กว่า เพื่อไขว่คว้าหาความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศ ถ้วยรางวัล เหรียญแชมป์ และแน่นอน รายได้ที่มากขึ้น แต่ก็จะมีบางครั้งที่เราเห็นการย้ายทีมแบบแหวกแนวและเหลือเชื่อที่มีนักเตะดังๆ ย้ายข้ามฟากไปเล่นกับสโมสรที่เล็กลง ซึ่งอาจจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งมีใครบ้างนั้นเราลองไปดูกันเลย

โซล แคมเปล หรือบิ๊กโซล สุดยอดกองหลังทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเคยสร้างเรื่องเซอร์ไพรส์ ด้วยการย้ายข้ามทีมมาสู่คู่อริตลอดกาล ซึ่งจากเดิมเค้าสร้างชื่อเสียงและโด่งดังมากับทีมเสปอร์ จากนั้นก็หักอกแฟนบอลไก่เดือยทองไปร่วมวงค้าแข้งกับอริ อย่างทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล ซึ่งนั่นก็ทำให้เค้ากวาดแชมป์ได้มากมาย จนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของอาชีพ

เค้าได้ย้ายไปสู่ทีมปอร์ทสมัธ และพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ และช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้ด้วย แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นระหว่างตัวเค้าเองกับสโมสร ที่ตกลงกันเรื่องค่าลิขสิทธิ์ ภาพลักษณ์ของเค้าไม่ได้ เค้าจึงตัดสินใจประชดทีม ย้ายไปเล่นดิวิชั่น 2 กับน๊อตเคานส์ตี้ ซะงั้น จากที่เล่นอยู่ในพรีเมียร์ชิพดีๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ วันแรกที่ไปสนามซ้อม สุดท้ายนักเตะดังของอังกฤษคนนี้ ก็รับสภาพของสโมสรจากดิวิชั่น 2 ไม่ได้ ก็เลยขอยกเลิกสัญญากันดื้อ ๆ ซะงั้น ทั้งๆ ที่เซ็นกันตอนแรกตั้ง ห้าปี 

เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถือว่าโลดแล่นในวงการฟุตบอล กับบิ๊กเนมยักษ์ใหญ่มากมายในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นต้นสังกัดแรกอย่าง ทีมอาแจ๊กซ์ อัมเตอร์ดัมส์ ทีมยูเวนตุส ทีมเสปอร์ สุดท้ายเริ่มนึกสนุก ย้ายไปเล่นให้กับคริสตัลพาเลซ ก็ที่จะตัดสินใจแขวนสตั้ด ไปเดินเล่นฟุตบอลกับสโมสร บาร์เน็ต ในลีกดิวิชั่น 2 ของอังกฤษ

อีกคนคือ เคลาดิโอ คานิเกีย โด่งดังกับทีมชาติอาร์เจนติน่า และถือว่าเป็นคู่ขาคนสำคัญของนักเตะระดับโลกอย่าง ดีเอโก้ 

มาราโดน่า เลยทีเดียว และเล่นให้กับยักษ์ใหญ่หลายทีมในศึกกัลโช่ซีเรียอา ซึ่งสโมสรสุดท้ายในอิตาลีของเค้าเองนั้น คือทีม

อตาลันต้า ซึ่งก็ถือว่าไม่ขี้เหร่เลย แต่ไม่รู้นักเตะคนนี้คิดยังไง ย้ายทีมข้ามน้ำข้ามทะเล ไปดื่มวิสกี้ เล่นฟุตบอลที่สก๊อตแลนด์ และแทนที่จะเป็น กลาสโกว เซลติก หรือกลาสโกว เรนเจอร์ สองทีมยักษ์ใหญ่นั้น แต่กลับเป็นทีม ดันดี เอฟซี ที่ไม่เคยได้แชมป์เลยที่สก๊อตแลนด์

บาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ไม่มี MSN

บาร์เซโลน่า เมื่อวันที่ไม่มี MSN

หลังจากหมดยุคของ MSN ที่ประกอบไปด้วย เมสซี่ ซัวเรซ และเนย์มาร์ไปแล้วนั้น ทีมบาร์เซโลน่า ก็ขาดความน่ากลัวในเกมรุกลงไปในระดับหนึ่ง เพราะตั้งแต่ เนย์มาร์ ได้เดินทางลงจากยานต่างดาวของบาร์ซ่า ไปหาแสงสีเสียงที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการย้ายร่วมทัพกับสโมสรปารีส แซงแชร์แมงค์ นั้น

ทีมเจ้าบุญทุ่มก็ยังหาตัวแทนที่จะมาเล่นร่วมกับ เมสซี่ กับ ซัวเรซไม่ได้เลย แม้ว่าผลงานโดยรวมของทีมตลอดสองฤดูกาลที่ไม่มีเนย์มาร์นั้น บาร์ซ่า ยังคงความยอดเยี่ยมในการไล่ถล่มทีมคู่แข่งก็ตาม ซึ่งมีหลายคนที่ถูกซื้อเข้ามาเพื่อทดแทน ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จากสโมสรลิเวอร์พูล

แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทดแทนได้ หรือแม้แต่คนล่าสุดอย่าง อองตวน กรีซมันน์ ที่ย้ายหนีมาจากคู่ปรับแอตมาดริด ก็ยังโชว์ฟอร์มไม่ออก หนำซ้ำฤดูกาลนี้ทีมเจ้าบุญทุ่มต้องมาเสีย หลุยส์ ซัวเรซ จากอาการบาดเจ็บเข้าไปอีก จึงส่งผลเห็นในเกมรุกได้อย่างชัดเจน เพราะลำพังเมสซีคนเดียว ทั้งปั้นเกม และจ่าย และยิง คงทำได้ไม่ทั้งหมด ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขของบาร์ซ่า เลยทีเดียว หากฤดูกาลหน้ายังคงหวังที่จะไล่ล่าแชมป์แข่งกับราชันชุดขาวกันต่อ ส่วนฤดูกาลนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องใช้ตัวผู้เล่นที่มีอยู่สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป

นัดไหนพอทุลักทุเลได้ ก็ยังดีที่เอาชนะคู่แข่งได้ แต่นัดไหนฟอร์มฝืด ก็โนสกอร์อย่างที่เห็นกันหลายๆนัด ยังดีที่คู่แข่งในปีนี้ มีแค่ราชันชุดขาวทีมเดียวเท่านั้นที่เบียดกันขึ้นมา แต่ก็เพราะตัวชุดขาวเองนั้นในปีนี้ก็ผลงานตกลงไป ซึ่งถ้าหากเป็นช่วงเวลาที่มีโรนัลโด้อยู่ และผลงานเจ้าบุญทุ่มยังดีนัดไม่ดีนัดแบบนี้ รับรองราชันชุดขาว คงหนีคว้าแชมป์เข้าป้ายไปตั้งนานแล้ว แต่นี่ก็ยังถือว่าโชคดีของเจ้าบุญทุ่ม ที่แต้มยังเบียดกันทิ้งห่างกันและสลับกันขึ้นจ่าฝูงกันแค่สองคะแนนเท่านั้น

ซึ่งหากบาร์ซ่า มีใครสักคนที่สามารถขึ้นมาเล่นทดแทนซัวเรซได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ เจ้าบุญทุ่มคงจะเหนื่อยน้อยกว่านี้ แต่คนที่ถูกคาดหวังมากที่สุดอย่าง อองตวน กรีซมันน์ ตลอดทั้งฤดูกาลจนถึงปัจจุบันนั้น เพิ่งทำได้แค่ สี่ประตูเท่านั้น เรียกว่าฟอร์มผิดต่างจากตอนเล่นให้คู่ปรับอย่าง ทีมตราหมี แอตมาดริดเลยทีเดียว ส่วนคูตินโญ่ ก็ยังถูกสัญญายืมตัวไปที่เสือใต้ บาเยริน์ ทีมจากเยอรมัน ซึ่งตอนนี้ก็คงต้องพึ่งเมสซี่ คนเดียวเท่านั้นแล้ว ว่าเค้าจะทำให้ทีมจากแคว้นคาตาลัน เถลิงแชมป์ในท้ายฤดูกาลนี้ได้มั้ย

นักเตะที่ได้รับโอกาส จาก หลุยส์ ฟานกัลป์

นักเตะที่ได้รับโอกาส จาก หลุยส์ ฟานกัลป์

หลังจากแมนยู หมดยุคของ ท่านเซอร์ ไปแล้วนั้น ต้องบอกว่าผลงานดิ่งจมลงเหวอย่างไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะไล่มาตั้งแต่กุนซือที่รับช่วงต่อจาก เฟอร์กี้ นั่นก็คือ เดวิด มอยส์ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหว เพราะสิ่งที่ เฟอร์กี้ ทำไว้นั้น มันช่างอยู่จุดสูงสุดที่ไม่ว่าใครก็ตามที่จะมารับช่วงต่อ ต้องถือว่ากดดันทั้งนั้น ไม่เว้นแต่กุนซือที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาอย่างมากมาย

ทั้งระดับสโมสรหรือระดับทีมชาติ แต่ก็ไม่วายเอาชื่อมาทิ้งที่สโมสรแมนยู อย่างหลุยส์ ฟานกัลป์ แต่ก็ต้องบอกว่ากุนซือคนนี้ เป็นที่ยอมรับในวงการฟุตบอลว่า เค้ามักจะเป็นคนที่ให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งมากมายของสโมสรที่เค้าไปคุมทีมนั้น ได้มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงในเวลาต่อมาซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าขอชื่นชม ซึ่งจะมีใครบ้างนั้นเรามาลองดูกัน

มาร์คัส แรชฟอร์ด จากสโมสรแมนยู ซึ่งได้มีโอกาสลงเล่นชุดใหญ่ของสโมสรเป็นครั้งแรกตอนอายุ 17 และถือว่าเป็นนักเตะคนแรกของแมนยูที่ทำสถิติยิงประตูอายุน้อยที่สุดของสโมสรด้วย

แพคทริก ไคลเวิลต์ สุดยอดกองหน้าระดับตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ได้รับโอกาสจากกุนซือคนนี้ ตอนสโมสรอาแจ๊กซ์ เมื่อเค้าลงเล่นฤดูกาลแรกตอนอายุ 18 ปี และสามารถคว้าดาวซัลโวของลีกได้ด้วย

โธมัส มุลเลอร์ นักเตะทีมชาติเยอรมัน ที่ปัจจุบันนี้ เป็นตัวหลักของทีมชาติและทีมเสือใต้ ซึ่งเค้าได้รับโอกาสจากกุนซือคนนี้ตอนที่มาคุมเสือใต้ และให้โอกาส มุลเลอร์ ลงเล่นตั้งแต่อายุ 19 ปี จนทุกวันนี้เป็นตัวหลักของสโมสรและทีมชาติเรียบร้อย

ชาบี้ เฮอร์นันเดซ สุดยอดตำนานทีมชาติสเปน และทีมบาร์เซโลน่า ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับโอกาสขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ จากกุนซือคนนี้ ซึ่งได้โอกาสลงเล่นตั้งแต่ตอนอายุ 19

ดาวิด อาลาบา แบ๊กซ้ายของเสือใต้ ที่อายุน้อยที่สุดทำสถิติของเสือใต้ ได้เล่นชุดใหญ่ตั้งแต่ตอนอายุ 17 ปี ซึ่งเรียกได้ว่า ได้ดิบได้ดี และเกิดได้เพราะกุนซือคนนี้จริงๆ

คลาเรน ซีดอร์ฟ นักเตะสารพัดประโยชน์ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมายตลอดอาชีพการค้าแข้ง กวาดแชมป์กับสโมสรได้เกือบทุกถ้วย และเป็นคนที่ได้รับโอกาสจากยอดกุนซือคนนี้ ตั้งแต่อายุ 16 ปี ในสโมสรอาแจ๊กซ์

อันเดรียส อิเนสต้า อีกหนึ่งตำนานที่ได้รับโอกาสจากกุนซือคนนี้ เมื่อตอนอายุ 18 ปี ที่ดันให้เค้าขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ที่ บาร์เซโลน่า ซึ่งจากวันนั้น เค้าก็กลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของสโมสรและทีมชาติในปัจจุบัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  next88

สามทีมเมืองหลวงจากกรุงลอน

สามทีมเมืองหลวงจากกรุงลอน

หากจะว่าถึงทีมฟุตบอลอังกฤษในลอนดอนนั้น มีมากมายหลายทีม แต่ทีมที่จะโดดเด่นและมีชื่อเสียงมากคงหนีไม่พ้น ปืนใหญ่อาร์เซนอล สิงห์บูล เชลซี และ ไก่เดือยทอง เสปอร์

ซึ่งทั้งสามทีมนี้ต่างมีช่วงเวลาที่ดีแตกต่างกันไป โดยเฉพาะ อาร์เซนอล กับ เชลซี ที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในกรุงลอน โดยอาร์เซนอลนั้น มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในยุคของฝรั่งเศสครองทีม ซึ่งทีมชุดนั้นมีแกนหลักตัวทีมชาติฝรั่งเศสอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น เธียรี่ อองรี่ , แพทริค วิเอร่า, โรแบร์ ปิแรส แถมยังมีนักเตะแนวรุกอย่าง

เดนิส เบริกแคมป์ และเฟรดดี้ ลุงเบริก์ ร่วมทัพอยู่ด้วย นั่นจึงทำให้ทีมปืนใหญ่อาร์เซนอล เคยทำสถิตคว้าดับเบิ้ลแชมป์ และทีมครองแชมป์พรีเมียร์ชิพ แบบไร้พ่ายด้วยซ้ำ และสถิตินั้นยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่หลังจากหมดยุคของฝรั่งเศสครองทีมนั้นเริ่มหมดไป ทีมปืนใหญ่เริ่มฟอร์มตกต่ำและแทบคว้าแชมป์อะไรมาประดับไม่ได้เลย

จวบจนกับทีมเชลซี ที่มีการเทคโอเวอร์จากเสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช และมีการดึงตัวสุดยอดโค้ช อย่างโฆเซ่ มูรินโญ่ มาคุมทัพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของทีมเชลซีต่อมา เพราะความสามารถของมูรินโญ่ รวมกับเม็ดเงินของเสี่ยหมี ที่ให้งบกับกุนซือชาวโปรตุกีส คนนี้จับจ่ายใช้สอยซื้อตัวผู้เล่นที่ตัวเองต้องการแบบเต็มที่ นั่นจึงทำให้ความสำเร็จไหลมาเทมา สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพครั้งแรกมาครองให้กับสโมสรได้สำเร็จ

และตั้งแต่นั้นมาเชลซีเดินหน้าคว้าแชมป์มาครอบครองได้อย่างมากมาย เปรียบเสมือนการผ่องถ่ายอำนาจของยักษ์ใหญ่กรุงลอนดอนอย่างทีมอาร์เซนอล ไปสู่ คู่ปรับร่วมมืออย่างทีมเชลซี สิงโตน้ำคราม และไม่ว่าจะเปลี่ยนกุนซือมาแล้วกี่คน เชลซีก็ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จนล่าสุดหลังจากเริ่มหมดยุคของ แกนหลักสำคัญอย่างแฟร้งค์ แลมพาร์ด 

กองกลางคนสำคัญ จอนห์ เทอรี่ กัปตันทีมจอมแกร่ง และดิดิเยร์ ดร็อกบ้า กองหน้าตัวความหวังนั้น ผลงานเชลซี ก็เริ่มแผ่วลง แต่ทีมที่เดินหน้ากลับขึ้นมาแทนที่ของปืนใหญ่ กับสิงโตน้ำเงินครามนั้น กลับเป็นไก่เดือยทอง สเปอร์ ที่มีผู้จัดการทีม โปเช็ตติโน่ เข้ามาคุมทีม ซึ่งตลอดระยะเวลาสามสี่ปีหลังที่ผ่านมานั้น ไก่เดือยทองแซงหน้าผงาดและทำอันดับได้ดีกว่าอีกสองทีม

จนก้าวขึ้นมาเป็น บิ๊กโฟร์ของลีกอังกฤษแทนที่ แต่เมื่อไม่นาน กุนซืออย่างโปเช็ตติโน่ ก็ตัดสินใจทิ้งทีมเสปอร์ไป ทำให้ผลงานเริ่มแผ่วลงเช่นกัน และอนาคตในข้างหน้าระหว่าง 3 ทีมนี้ใครจะขึ้นมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ตำนาน อังเดร เชฟเชนโก้

ตำนาน อังเดร เชฟเชนโก้

ตำนาน อังเดร เชฟเชนโก้

หากจะพูดถึงสุดยอดดาวยิงในตำนานสักคนหนึ่ง หลายๆ ท่านอาจนึกชื่อออกได้หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น กาเบียล บาติสตูต้า จากอาร์เจนติน่า เธียรี อองรี จากฝรั่งเศส เวยน์ รูนนี่ จากอังกฤษ ดาบิด บีย่า จากเสปน ซึ่งนักเตะเหล่านี้ ล้วนมาจากประเทศที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จมากมายในฟุตบอลระดับชาติ

แต่ถ้าเราพูดถึงดาวยิงที่ประสบความสำเร็จ และถือเป็นตำนานอีกหนึ่งคน เพียงแต่เค้าไม่ได้เกิดมาจากประเทศที่ถือว่ามีความสำเร็จในเรื่องของฟุตบอลระดับชาติ เค้าคนนั้นมีชื่อว่า อังเดร เชฟเชนโก้ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติยูเครน ซึ่งศูนย์คนนี้โด่งดังมาจากสโมสรดินาโมเคียฟ และเวทีที่ทำให้เค้าสร้างชื่อของตัวเองจนเริ่มเป็นที่โด่งดังนั้นก็คือ ฟุตบอลถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ที่ครั้งหนึ่ง อังเดร เชฟเชนโก้ คนนี้ เคยซัดสามประตู แค่ในครึ่งเวลาแรก กดใส่เจ้าบุญทุ่มบาร์เซโลน่า และพาทีมดินาโมเคียฟ ยัดเยียดความปราชัยให้กับบาร์เซโลน่า และแซงเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มในรอบแรกมาแล้ว

จนฟอร์มครั้งนั้นไปเตะตาแมวมองสโมสรของยักษ์ใหญ่ในศึกกัลโช่ซีเรียอา เอซีมิลาน ปีศาจแดงดำ นั่นเอง และหลังจากจบฤดูกาล เอซีมิลาน ก็กระชากดาวเตะคนนี้มาจากดินาโมเคียฟ ซึ่งตัวเค้าเองก็ไม่ทำให้สาวกของปีศาจแดงดำผิดหวัง เพราะผลงานการถล่มประตูของเค้า ช่วยให้เอซีมิลาน คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก และกลับมาเป็นแชมป์กัลโช่ ซีเรียอา

อีกครั้งหลังจากพลาดถ้วยนี้ไปถึง ห้าฤดูกาล พร้อมกับตัวเค้าเองนั้น สามารถคว้าบังลังค์ดอร์ได้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ และเป็นคนที่สามของชาติตัวเองที่เคยคว้ารางวัลนี้มาแล้ว แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างบ่อยของเค้า ทำให้ตัวเค้าเองนั่นต้องนั่งเป็นตัวสำรองบ่อยในระยะหลังๆ จึงทำให้เค้าตัดสินใจไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่กรุงลอนดอนกับสโมสรเชลซี ซึ่งการที่ย้ายมาที่อังกฤษนั้น ตัวเชฟเชนโก้เอง ค่อนข้างมีปัญหากับการปรับตัวในการใช้ชีวิตที่อังกฤษ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟอร์มการเล่นของเค้าไม่เหมือนเดิม จนทำให้เค้าเล่นให้เชลซีไปแค่ 2 ฤดูกาลและยิงไปทั้งหมด 27 ประตู

ก่อนที่จะถูกยืมตัวกลับไปเล่นให้ที่เอซีมิลาน สโมสรที่ขายเค้าออกมา แต่กระนั้นก็ไม่สามารถช่วยให้เค้าคืนฟอร์มกลับมาได้เหมือนเดิมอีกครั้ง จนสุดท้าย เชฟเชนโก้ ได้ตัดสินใจกลับไปค้าแข้งและแขวนสตั๊ดกับสโมสรดินาโมเคียฟ ในบ้านเกิดของเค้า ซึ่งทำให้ตัวของเค้านั้นกลับมามีความสุขอีกครั้งก่อนที่จะเลิกการค้าแข้งไป

 

สนับสนุนมาจาก  แทงบอลออนไลน์2020

เหตุการณ์ในฟุตบอลโลกที่ทำให้ต้องมีโกล์ไลน์และ VAR

เหตุการณ์ในฟุตบอลโลกที่ทำให้ต้องมีโกล์ไลน์และ VAR

ใครที่เป็นแฟนฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นทีมอะไรก็ตามน่าจะเคยช้ำใจหรือดีใจ

กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของกรรมการการตัดสินเพราะบางครั้งการเล่นบางจังหวะอาจจะไม่ใช่การเล่นที่ถูกต้อง หรือแม้แต่บางครั้งการยิงประตูข้ามเส้นไปแล้วนั้นอาจถูกตัดสินไม่ให้เป็นประตู ซึ่งนั่นหมายถึงผลการแข่งขันที่สามารถตัดสินแพ้ชนะกันได้เลยทีเดียว เพราะบางครั้งหากกรรมการได้มีโอกาสมาดูภาพช้าเหมือนที่ผู้ชมทางบ้านได้มีโอกาสเห็น

การตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น และคงทำให้การตัดสินหรือผลแพ้ชนะ หรือแม้แต่เสมออาจไม่เป็นข้อกังหา ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีอย่างโกล์ไลน์ หรือ VAR เข้ามาช่วยตัดสิน ซึ่งถ้าเทคโนโลยีนี้ มีมาตั้งแต่สมัยอดีต ทีมชาติอังกฤษ อาจจะได้แชมป์ฟุตบอลโลกมากกว่า หนึ่งครั้งแล้วก็เป็นไปได้

ดังตัวอย่างเช่น กรณีฟุตบอลโลก ที่ทางทีมชาติอังกฤษ เจอทีมชาติเยอรมันนั้น ทางกองกลาง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้ยิงลูกบอลชนคานและกระเด้งเข้าประตูไปแล้ว แต่กรรมการและผู้ช่วยผู้ตัดสินกลับมองไม่ทัน จึงได้ตัดสินว่าไม่ให้ลูกนั้นเป็นประตู และสุดท้ายทีมชาติอังกฤษก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันไป และตกรอบฟุตบอลโลกรอบสิบหกทีมสุดท้ายนั้นไปด้วยการตัดสินพลาดของกรรมการและผู้ช่วยกรรมการ

และอีกกรณีหนึ่ง นั่นคือ กรณีประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า แฮนด์ออฟก๊อด หัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในนัดฟุตบอลโลกรอบ แปดทีมสุดท้าย ในฟุตบอลโลกปี 1986 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอาร์เจนติน่า และก็เป็นทีมชาติอังกฤษอีกนั่นแหล่ะที่เป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ในครั้งนี้ และทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องตกรอบ แปดทีมสุดท้ายครั้งนั้นไป และทำให้ทีมชาติอาร์เจนติน่า ไปไกลถึงแชมป์ฟุตบอลโลกกันโดยทีเดียว ภายใต้การนำทีมของ เสือเตี้ย 

ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ในระหว่างที่เกมการแข่งขันเสมอกันที่ ศูนย์ประตูต่อศูนย์ มีจังหวะที่มาราโดน่า เลี้ยงลูกเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ลูกฟุตบอลจะกระเด้งลอยสูงเหนือหัวเค้าขึ้นไป ซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ ในยุคนั้นอย่างปีเตอร์ ชิลตัน ออกมากระโดดที่จะรับบอล แต่แล้ว มาราโดน่า ที่มีส่วนสูงไม่ถึง 163 เซนติเมตร

ซึ่งถือว่าเตี้ยที่สุดในสนามของนัดการแข่งขันนั้น ได้กระโดดเอามือปัดบอลเข้าไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ผู้ชมทางบ้านและในสนามเห็นกันทั้งสนามแต่ กรรมการผู้ตัดสินในการแข่งขันครั้งนั้นกลับไม่เห็น จึงตัดสินให้ลูกนี้เป็นประตู ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะส่งผลให้นักเตะอังกฤษต้องตกรอบไปแบบน่าเสียดาย

 

สนับสนุนเรื่องราวเหล่านี้โดย  9luck

กุนซือผู้ให้โอกาส อาแซน เวนเกอร์

กุนซือผู้ให้โอกาส อาแซน เวนเกอร์

หากพูดถึงโลกฟุตบอลในยุคปัจจุบันนั้น

ช่างแตกต่างกับโลกฟุตบอลในยุคสมัยก่อนที่ปั้นนักเตะและคอยทะนุถนอมให้กลายมาเป็นสตาร์ดังในเวลาต่อมา แต่ยุคนี้ เงินเท่านั้นที่ผู้จัดการทีมแต่ละสโมสรนั้นต้องการ เพราะนั่นหมายถึงทำให้พวกเค้ามีงบในการจับจ่ายใช้สอยซื้อนักเตะเก่งๆ เข้ามาร่วมทีม เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้กับเจ้าของสโมสร

เพราะเดี๋ยวนี้ตัวเจ้าของสโมสรเองนั้นก็ไม่ชอบที่จะรอเวลานานนัก หากคุณมาคุมทีมแล้วไม่ได้แชมป์ นั่นหมายความว่าคุณต้องไป เต็มทีแต่ละคนแต่ละผู้จัดการทีมก็มีเวลาในการคุมทีมหรือพิสูจน์ตัวเองเต็มที่ก็แค่สามปี หากทำไม่ได้ก็ไปซะ แต่ก็มีคนหนึ่งที่เป็นต้นแบบกุนซือในสมัยก่อนที่นิยม ดึงนักเตะดาวรุ่งจากชุดเยาวชนขึ้นมาร่วมทีม

และให้โอกาสพวกเค้าได้โชว์ฝีมือ หรือแม้แต่การซื้อดาวรุ่งค่าตัวไม่แพงนักจากสโมสรอื่น มาปั้นให้เป็นสตาร์ดัง และกุนซือคนนั้นก็คือ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้โอกาสนักเตะดาวรุ่ง และเยาวชนของสโมสร มาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งต้องบอกว่าหากได้ยากกับสโมสร หรือกุนซือคนอื่นๆ แต่ก็อย่างว่าอาจจะเป็นด้วยระบบของสโมสรอาร์เซนอล เองด้วยก็ได้ที่มีนโยบายการทำทีมในลักษณะแบบนี้ ไม่งั้นเวนเกอร์ คงไม่อยู่ยงคงกระพันคุมทีมเกือบ 20 ปี หรอก

  หากมามองนักเตะที่ กุนซือคนนี้เคยให้โอกาสมา ที่เด่นๆ ก็มี ธีโอ วัลคอลต์ อดีตดาวรุ่งของเซาแธมป์ตัน ที่เวนเกอร์ ไปซื้อมาร่วมทีมตั้งแต่อายุ 17 และปั้นซะจนกลายเป็นปีกชั้นดีของวงการอังกฤษจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษมาแล้ว ส่วนอีกคนก็จะเป็น เชส ฟาเบกาส ซึ่งคนนี้น่าเสียดายสุดๆ ที่เวนเกอร์ เคยให้โอกาสเค้าตั้งแต่เค้าแจ้งเกิดไม่ได้ที่สโมสรบาร์เซโลน่า

ซึ่งเวนเกอร์ เอามาปลุกปั้นและให้โอกาสเค้าได้เล่นชุดใหญ่กับทีมอาร์เซนอล และให้เค้าโชว์ฝีเท้าได้เต็มที่จนกลายเป็นกองกลางระดับโลกไปในที่สุด แต่สุดท้าย เชส ฟราเบกาส ก็เลือกที่จะกลับไปเตะให้กับสโมสรเจ้าบุญทุ่มอย่างบาร์เซโลน่า ซึ่งทำให้แฟนบอลปืนใหญ่เจ็บช้ำน้ำใจยิ่งนัก จนกลายว่าปืนใหญ่เหมือนทางผ่านของนักเตะผู้นี้ยังไงยังงั้น

คนสุดท้ายที่เจ็บช้ำพอกันคือ ฟาร์เพอร์ซี่ ที่ย้ายมาจากลีกฮอลแลนด์ที่ไม่มีใครรู้จัก จนปั้นให้กลายเป็นดาวยิงระดับโลกของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ สุดท้ายเมื่อบ่มเพาะจนได้ที่ นักเตะคนนี้ ก็ย้ายไปหาความสำเร็จกับคู่แข่งอย่างทีมแมนยู ซะอย่างนั้น ซึ่งสร้างความเจ็บช้ำรอบสองให้กับแฟนปืนใหญ่จริงๆ

 

สนับสนุนข้อมูลโดย  nowbet

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa